วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม
ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อให้รู้การบุญการกุศล ยังอกุศลให้ดับมอดมลายหายไป
แล้วไปพบกันที่ฝั่งนิพพาน เมื่อใกล้จะตาย ก็ดับวิญญาณเข้านิพพาน ไปในที่สุด
แต่คนเราหรือมนุษย์เรานั้นยัง นั่งกินนอนเดิน หลงระเริงในรสกามในรสกิเลศ ไม่รู้สิ้นสุด
บางคนไม่เคยถามตนเองเลยว่าเกิดมาเพื่ออะไร คิดว่าชีวิตนี้ยืนยาว ลงทุนกอบโกย
ไม่ว่าทางดีหรือทางชั่ว หลงมัวเมา เหมือนปลาที่ติดเบ็ด ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ ยิ่งกดฝังแน่น ในที่สุด
ก็เป็นเหยื่อพรานนั้น แล้วตา่ยไป ถามว่าได้อะไรหรือ ก็ได้ความทุกข์ส่งลงไปในปรโลก
แล้วต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้สิ้น ทำไมเรา ไม่ตั้งสติฉุกคิด ก่อนจะกินเบ็ดพรานนั้น
จงอย่ามองแค่นี้เหยื่อนี้ต้องเอาต้องได้ จงว่ายไปตามสายเบ็ดนั้น แล้วขึ้นไปมองหน้านายพราน
บนผิวน้ำ ก็จะเห็นโทษ ของการอยากได้อยากดี อยากเด่น คือกิเลศผลที่ได้นั้นมันรออยู่ มันแค่สุขครั้งเดียว แต่ต้องทนทุกข์ ไปจนวันตาย เราต้องการเช่นนั้นหรือ มนุษย์เอ๋ย เค้าส่งมาให้ปลดทุกข์แต่ดันมาสร้างทุกข์ สร้างเวรสร้างกรรม ความสุขแป๊บเดียว แต่ทุกข์จนวันตายแม้ตายก็ยังทุกข์จงกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ชีวิตนี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาส มากมายมหาศาลกว่าสัตว์ทั้งหลายแต่กลับใจไม่ได้น่าเสียดายโอกาสงามๆจะมีให้เราสักกี่ครั้งกี่หนกัน ยากดีมีจน รูปร่างร่างกายไม่ใช่สิ่งนำมาวัด ความดีเลว จิตใจต่างหาก ที่นำมาวัด มาชั่งใจ คนที่จะตอบเราได้ว่าดีหรือเลวก็คือดัวของเราเอง ไม่ใช่ใครจะมาบอกว่า คนนั้นดี คนนั้นเลว คนที่รู้ดีที่สุด คือตัวเราไม่ใช่ใครที่ไหนจงทำงานหากิน ด้วยความสุจริต มีสติตั้งใจทำงาน รู้จักกิน รู้จักใช้ และรู้จักการแบ่งปัน เมื่อมีโอกาสมองความสุขที่ไขว่คว้ามา แล้วจงนึกถึงความทุกข์ที่จะตามมาภายหลัง ซึ่งมีแน่นอน ความทุกข์เราไม่ต้องหาเดี๋ยวมันก็มาของมันเอง ใช้ชีวิต ด้วยความไม่ประมาท ก็คือมีสติตื่นรู้ตัวตลอดเวลาทั้งในบ้านและนอกบ้าน ความไม่ประมาทก็บังเกิดเอง เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดกับเราอย่าได้บูมบ่าม มองคิดสรุปก่อน แล้วค่อยทำด้วยสติปัญญาเท่าที่เราจะมี ใช้ชีวิตในความเป็นมนุษย์ในเป็น เค้าให้มาใช้สติปัญญา อย่านำความโง่ออกมาใช้ ความโง่คืออะไร ก็คือ รักโลภ โกรธ หลงเวลารัก ก็รักมาก เวลาโลภ ก็โลภมาก เวลาโกรธ ก็โกรธมาก เวลาหลง ก็หลงมาก เค้าเรียกว่าโง่มากรักโลภโกรธหลง ทุกคนมี แต่ใช้ไม่เป็นกัน ใช้แล้วไม่คิด ไม่ตรึกตรอง ไม่กลั่นกรอง ปัญหาจึงเกิดหากใช้เป็น ปัญหานั้น ก็ลดน้อย จิตใจ ก็ไม่ทุกข์ มากกว่า ที่เป็นอยู่ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราเกิดมาแล้วโดนขังอยู่ในโลกใบนี้แล้วเป็นห้องขังขนาดใหญ่ หนีไปไหนไม่ได้ นอกจากความตายเท่านั้นเองเกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา ตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไป สิ่งสมบัติมากมาย ที่หาไว้ก็เป็นของโลกต้องทิ้งไว้ในห้องขังโลกนี้เหมือนเดิม เอาไปด้วยไม่ได้ กลายเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเองแล้วจะหาอะไรเป็นแก่นสารของชีวิตเรา ก็ความดี มีน้ำใจ ต่อเพื่อร่วมโลก ความยังกุศลให้ถึงและยังอกุศลให้มอดดับ มีเหตุผล มีความอดทน อดกลั้น ยอมเสียเปรียบเพื่อหยั่งรู้ความโกรธว่าไม่กำเริบ ยอมเสียเปรียบเพื่อดับโกรธ นั้นคือยอดคน ตามธรรมดามนุษย์นั้นไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร เมื่อเสียเปรียบก็บังเกิดความโกรธขึ้นมา แต่เราผู้มีสติมั่น เราจะยังความโกรธนั้นไม่ให้กำเริบ เสิบสาน หากทำได้ ถือได้ว่าท่านนั้นคือยอดคน หากไม่มีความโกรธเลย ก็เข้าขั้นพระอนาคามีหากวางร่างกายดั่งพื้นปฐพี ก็เป็นพระอรหันต์ เท่านั้นเอง หากจะเข้านิพพาน ตอนใกล้ตายมาวัดกันคือต้องปลดปล่อยวิญญาณ วางทุกอย่างนั้นคืนสู่โลก เมื่อไม่มีวิญญาณแล้ว จิตนั้น ก็อยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้มันก็ไม่ใช่ของเรา จะไปไหนก็ไม่เกี่ยวกับเรา ทุกอย่างว่างโล่ง  ดับ คงไว้แต่อริยะปัญญา ซึ่งก็ไม่ใช่ของเรา เป็นสัจธรรม เป็นธรรมะของโลก คือความจริงที่ปรากฏ แล้ว คงอยู่อย่างนั้น ไม่มีการไป ไม่มีการมา เพราะการไปนิพพานนั้น ต้องใช้ปัญญาขั้น อริยะปัญญา มาประกอบ ไม่มีอริยะปัญญาไปนิพพานไม่ได้ อริยะปัญญาก็เป็นอารมณ์ๆหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงแล้ว เมื่อพร้อมแล้ว ก็วางคืนไป แล้วก็ไปนิพพาน ทุกคนไปนิพพานได้ แต่ต้องใช้ปัญญาขั้นอริยะปัญญา คนบ้า สติไม่สมประกอบ ไม่มีทางจะไปนิพพานได้เลย คนที่จะไปนิพพานได้ จึงต้องฝึกสติปัญญา ฝึกสมาธิ ฝึกระงับ ดับกิเลศ ฝึกควบคุมและดูแลจิตเข้าออกได้ไม่ติดขัด สติปัญญารู้แจ้งแทงตลอด รู้จักปล่อย และกำหนดจิต รู้จักวาง เมื่อถึงเวลาต้องวาง ไม่ยึดไม่ถือไม่เอา นิพพานนั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ทุกคนไปได้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ว่ากันชาตินี้ กันเลยนะ ทุกท่านทุกคน สาธุ



วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อานาปาณสติ ตามองค์ศาสดา ง่ายและดีที่สุดแล้ว

พวกเรามากมายหลงทางเดินทางอ้อมทางคดตกรถตกรามากกว่าจะถึงปลายทางนั้นก็เกือบจะสายไปหรือสายไปตายซะก่อนแล้วกว่าจะหลุดพ้นวัฐสังสารเวียนว่ายตายเกิด พวกเรานักปฏิบัติธรรมนั้นหาหรือทำอะไรเป็นที่สุดก็หาความไม่เกิดเมื่อไม่เกิดมันก็ไม่ตายไม่เจ็บไม่แก่ ไม่ทุกข์ร้อน ขาดกันจากเนื้อหนังมังสารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ธรรมารมย์ทั้งหลายเป็นบรมสุขอยู่เช่นนั้นเอง ถามว่าหาได้ไหมคำตอบคือได้แต่โจทย์ที่ได้นั้นจะต้องถูกต้องคำตอบถึงจะถูกต้องด้วย ผมยอมพระพุทธเจ้าแล้วสาวกอื่นๆถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์พระอริยะเจ้าสูงชั้นเพียงใดแต่ผู้ที่เป็นสัพพัญญู เป็นผู้รู้แท้ๆนั้นมีเพียงองค์เดียวคือพระพุทธเจ้าของเรา หากเราจะมาศึกษาตามแบบสาวกของพระพุทธเจ้าบางองค์ยังไม่สำเร็จก็สอนเราบางองค์สำเร็จก็สอนเราสร้างตำราปฏิบัติธรรมในโลกนี้มากมายมหาศาลหลายแง่หลายมุมจะเอาเล่มไหนมาใช้มาปฏิบัติให้ได้ถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่สุดปรารถนา ไปวัดนี้ก็อย่างนี้ไปวัดโน้นก็อย่างโน้นแบ่งสายแบ่งกลุ่มในที่สุดก็มาทะเลาะแข่งกันว่าใครจะดีกว่ากัน ผมไม่เอาแล้วผมจะเดินตามมรรคมีองค์แปดเดินตามพระศาสดาเพียงองค์เดียวไม่หวั่นไหวต่อคำสอนอื่นๆซึ่งก็มีได้ลบหลู่ดูถูกเพียงแต่ต้องการเดินไปทางตรงก็เท่านั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร ท่านสอนเอาจิตไว้กับกาย ไม่ส่งจิตส่งใจออกไปภายนอกโดยท่านอาศัย อานาปาณสติ คือรู้ลมหายใจเข้าออก ซึ่งลมหายใจเข้าออกก็เป็นกายอันหนึ่งถ้าไม่มีลมกายนี้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้กลายเป็นดินไป เมื่อเรารู้ลมหายใจเข้าออกจิตจะไม่ไปไหนจะอยู่ในกาย ทำให้มีสติ สมาธิ มีปัญญา ทุกอริยาบถรู้ลมหายใจเข้าออก เราไม่สร้างภพใหม่ เพราะการส่งจิตใจออกไปภายนอกนั้นคือการสร้างภพ เมื่อมีภพ มันก็มีชาติ หากตายในขณะนั้นก้ต้องไปเกิด ตามจิตที่ไปข้องแวะนั้นๆ เราเอาจิตอยู่กับกายโดยอาศัยอานาปาณสตินั้นพระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญแม้เพียงรัดนิ้วข้อมือเดียวท่านก็ว่าดีเยี่ยมแล้ว ทุกๆสิ่งอยู่ที่ใจเราเป็นผู้คิดเป็นผู้ทำและเป็นผู้ได้ ทุกอย่างเกิดและจบที่เราใครจะมาสั่งให้เราเกิดเราตายไม่ได้ ตายในที่นี่หมายถึงตายจริงๆไม่ต้องกลับมาเกิดอยู่ที่เราผู้เดียวที่จะไปดีหรือไปเลว สิ่งภายนอกคาถาอาคม ปลุกเสกเลขยันต์ แก้กรรม ด้วยวิธีการต่างๆเพียงให้เราสบายใจขณะหนึ่งเป็นแค่กลอุบายให้หลงเท่านั้นแต่ไม่อาจจะแก้กรรมได้จริง สิ่งที่จะแก้กรรมได้คือเดินตามมรรคมีองค์แปด ย่อลงมาก็คือศีลสมาธิปัญญา ย่อมาอีกก็คือ สมาถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือทำให้นิ่งด้วยสมาถะคือรู้ลมหายใจเข้าออกจนนิ่งโดยไม่มีคำบริกรรมใดๆอาการรู้ลมหายใจก็เป็นอาการอัตโนมัติมิได้เพ่งหรือบังคับให้รู้หรือไม่รู้แล้วคิดตามความเป็นจริง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โลกนี้ไม่เที่ยง การเกิดแก่เจ็บตายนั้นเป็นทุกข์ ไม่อยากเกิดในที่สุดปล่อยวางลงเรื่อยๆ ไม่ยึด ไม่ถือ ปล่อยสัมภาระที่หนักลงให้หมด แล้วจะเหลืออะไรเมื่อเราวางทั้งหมด ก็เหลือแต่คำว่ารู้โดยมิได้ยึดมาเป็นเจ้าของ ก็แค่รู้ซึ่งคำว่ารู้ตัวนี้เป็นตัวรู้ว่าเรานั้นหมดสิ้นแล้วซึ่งกิเลศตัณหาอุปาทานไม่ต้องมาเกิดแล้วซึ่งตัวรู้ก็มิใช่ของเราเป็นของโลกเป็นของธรรมชาติก็ไม่ต้องไปคิดหรอกว่าธรรมชาติเอามาจากไหนหรือให้เราทำไมมันเป็นเรื่องของเขา ถ้าเราไม่มีตัวรู้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับขอนไม้ท่อนหนึ่ง ที่เราเหนือกว่าขอนไม้ก็คือเรามีตัวรู้(รู้แจ้ง)นี่แหละอยู่ภายในซึ่งขอนไม้นั้นไม่มี ไม่ใช่ปฏิบัติจนกลายเป็นขอนไม้ไม่มีอะไรเลยถ้าเช่นนั้นไม่มีประโยชน์เป็นแค่เชื้อฟืนไปเสียเปล่าๆ แต่ทุกวันมันยากเหลือเกินที่จะปฏิบัติให้ถึงเพราะกิเลศมันมากกว่าสมัยนั้นไม่ทำก็ทุกข์ทิ้งไปมันก็ทุกข์ แต่จงคำพระพุทธเจ้าสอนฆราวาสว่า หากินเป็นธรรมโดยไม่เครียดครัด คือหากินโดยสุจริตและทำตัวให้มีความสุขกับงานและการใช้ชีวิต ไม่เคร่งเครียดรู้จักทำตัวให้มีความสุข เรียกว่าเป็นฆราวาสชั้นเลิศ เท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วในการเป็นฆราวาส

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กุมารปาลจีรายุวัฒนนิโรธกรรมธารณีสูตร

ผู้ใดสวดท่องมนตร์นี้เป็นนิจจะมีอายุยืน โรคภัยไข้เจ็บบรรเทาทุเลาลงและหายไปในที่สุด เหล่าพรหม เทพเทวดาพญามารภูติผีปีศาจทุกหมู่เหล่า จะคอยดูแลรักษาไม่มากล้ำกลาย ไม่ตายโหง ใครที่คิดร้ายก็มิอาจจะทำร้ายได้ จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลปกป้องคุ้มครอง ผู้ที่เคยทำแท้งมาก่อนหมั่นสวดท่องบ่อยๆจะเป็นการดีเพราะการทำแท้งเสมือนหนึ่งการฆ่าพระอรหันต์ เนื่องด้วยทารกยังมิได้สร้างกรรมอันใดจัดเป็นหนึ่งในอนันตริยกรรมทั้ง5 คือกรรมหนักลงนรกอเวจี อนันตริยกรรมได้แก่ 1.การฆ่าพ่อ2.การฆ่าแม่ 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4.ทำให้พระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต 5.ทำให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน(รวมถึงการทำลายสถูปวัดวาอารามเพราะทำให้คณะสงฆ์ที่จำวัดเดือดร้อน) การทำแท้งนั้นก็เข้าข่ายฆ่าพระอรหันต์ เพราะทารกนั้นเป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งพระอรหันต์ที่เว้นจากกามตัณหาทั้งปวงดังนั้นบาปจากการฆ่าทารกไม่ต่างจากการฆ่าพระอรหันต์เลยแม้ทารกนั้นจะเกิดมาแล้วอยู่ในขั้นเจริญวัยก็ยังมีกิเลศน้อยกว่าคนธรรมดานั้นมากมายการฆ่าผู้มีกิเลศน้อยก็ยังบาปหนักอยู่เหมือนเดิมถึงจะไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ก็ตามทียามที่ทารกเกิดมาอย่าได้ฉลองด้วยเนื้อสัตว์ยามทารกเจ็บป่วยอย่าป้อนด้วยเลือดเนื้อต่างๆทารกนั้นหลังจากถูกฆ่าแล้วมากกว่าครึ่งจะไปเกิดใหม่ทันทีหลายคนคิดว่าเขาจะมาพัวพันกับเราสิ่งที่ติดตามพัวพันเราแท้จริงก็คือจิตสำนึกอันดีงามซึ่งถูกทำลายจนเกิดความหวาดระแวงหวาดกลัวสับสน ทำให้เหล่ามารทั้งหลายเข้ามาหาเราได้ง่ายๆพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ตรัสถึงการล้างแค้นของทารกแต่โทษบาปจะเกิดจากการตามทวงหนี้ของยมทูตไม่ใช่วิญญาณของเด็กเอง ทางรอดทางดีที่สุดมีทางเดียวคือต้องบรรลุธรรมขั้นสูงสุดหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ทำอย่างไร สำนึกผิดต่อไปจะไม่ทำซ้ำอีกแล้ว ตั้งต้นประคองเอกจิตเก็บไว้ที่ญาณทวาร มิให้ตกหล่นเคลื่อนคล้อย ญาณทวารผู้ที่เข้ารับธรรมะแล้วจะรู้ว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกาย เริ่มบำเพ็ญธรรมเจริญสติจนถึงขั้นหลุดพ้นจากกิเลศทั้งปวง เท่านี้ยมทูตก็มิอาจฉุดกระชากท่านลงสู่อบายภูมิได้แล้ว ตรงนี้ นางวิปลาส ในสมัยพุทธกาลท่านก็ทำไปได้แล้ว

สมัยนั้น พระพุทธเจ้ารับสั่งแด่มหาชนว่า เมื่อทารกอยู่ในครรภ์ พญามารก็จะปล่อยจตุมหาอสรพิษและโจรโลกีย์ทั้ง 6มายังสังขาร หากขั้นตอนนั้นมีสิ่งใดไม่ราบรื่นชีวิตย่อมแตกดับเดี๋ยวนั้น พระตถาคตมีธารณีที่สามารถเพิ่มพูนอายุขัยของทารก หากผู้ใดมีทุกขโรค เมื่อได้สดับธารณีนี้เข้าสู่โสต(ได้ยิน)ก็ย่อมถูกขจัดให้หมดไป สามารถทำให้ปีศาจแตกกระจายไปทั่วจตุรทิศ ธารณีมีมนตร์ดังนี้

ปัทมิ ปัทมิ เทวี กษีนิ กษีนิ กเษมินะ จูเร จูระ จูรี หูรา หูรา ยุรี ยุระ ยุรี ปะระ ปริ มุนจะ ฉิเท ภิเท ภัญเช มาเถ ฉิทะ กเร สวาหา


ในครั้งนั้นท่ามกลางมหาชน เทพวัชรปาณีพลิน กล่าวต่อเบื้องหน้าพระพุทธองค์ว่าหากมีสรรพสัตว์ใดได้ฟังมนตร์บทนี้ในร้อยกัลป์พันชาติ จักมิต้องอายุสั้น ได้อายุอันไม่มีประมาณ ไร้โรคาทุกข์ มารทั้งสี่ก็มิอาจกล้ำกลาย เพิ่มพูนอายุขัยให้เต็ม120 มิชรา มิมรณะ ไร้โรคาทุกข์ หากป่วยได้ฟังแล้วก็จะหาย รอดพ้นจากปีศาจทั้งปวงฉุดคร่าชีวิต จึงกล่าวเป็นมนตร์ดังนี้ว่า
ตัทยาถา จันทะริ จันทระ วิเท จันทระมะ หูม จันทระ วเต จันทระ วเต จันทระ ปูเร จันทระ ชเย จันทระ ติเร จันทระ วิเม จันทระ ธุรุ จันทระ ประเภ จันทระ อุตตะเร จันทระ ปะติเย จันทระ ภาเม จันทระ ขัทเค จันทรา โลเก สวาหา

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สาธุ สาธุ วัชราปาณีพลิน บัดนี้เธอสามารถแสดง กุมารปาลศรีมังคละมนตร์นี้ เธอจักเป็นมหานายกะ ของสรรพสัตว์ทั้งปวง มัญชุศรี พึงทราบเถิดว่า เทวามนตร์นี้ ปวงพระพุทธเจ้าทั้งปวงในอดีตล้วนได้แสดงไว้ ผู้ที่ธำรงรักษา สามารถเพิ่มพูนอายุขัยให้มนุษย์และเทพ สามารถขจัดบาปมลทิน และอกุศลทิฐิทั้งปวง สามารถปกปักผู้ที่ธำรงพระธรรมนี้ให้มีอายุขัยยืนยาว

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีตามรู้วาระจิตอย่างถูกต้อง

จิตยิ่งบังคับเท่าไหร่ยิ่งดิ้นรนต่อสู้เท่านั้น หากเรากำหนดจิตเพ่งจิต ก็เหมือนไปบังคับเขา เพราะจิตนั้นมันก็ไม่ใช่ของเราเราจะไปบังคับเขาไม่ได้เขาไม่ชอบถึงบังคับได้ก็เป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นก็ได้อยู่หากไปกำหนดบังคับจิต จิตจะรู้สึกอึดอัดไม่เบาโล่งเหมือนการปล่อยวาง ทางที่ดี เราควรใช้ควรใช้สติในการตามรู้ตามดู แล้วปล่อยวาง พออารมณ์อะไรๆมากระทบจิตก็ตามรู้ตามดูแล้วปล่อยวางเป็นช่วงๆไปแต่ก็ต้องตามรู้ตามดูให้ทันเกมส์ของจิต พอมากระทบปุ๊บรู้แล้วเห็นแล้วก็ปล่อยวางไม่ต้องไปตามดูตลอดเวลา การเพ่งตามดูจิตตลอดเวลาก็เหมือนเป็นการบังคับจิตในทางหนึ่ง สติจะล้าและเหนื่อย เพราะจิตนั้นไม่ได้มีแค่อารมณ์เดียวในทุกนาทีจิตนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราตามอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ตลอดเวลาไม่ไหวหรอก รู้แล้วก็ปล่อยวางอะไรเกิดขึ้นรู้แล้วก็ปล่อยวางเพียงแต่ให้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาแต่ละอย่างๆเท่านั้น เราจะรู้สึกเบาโล่ง จิตเมื่อเราตามรู้ตามดูบ่อยๆอย่างเท่าทันโดยไม่ไปเพ่งจับผิดตลอดเวลา รู้แล้วว่าคิดอะไรทำอะไรคิดดีคิดเลวก็ให้มันคิดไปคิดเลวคิดชั่วก็ให้มันคิดไปไม่ต้องบังคับให้มันหยุดคิดเพียงแต่เราใช้สติตามรู้แล้วว่าคิดอะไรก็ปล่อยวางลงเปรียบเหมือนคนที่โดน คนมองรู้แล้วว่าจะทำอะไร แล้วจะกล้าทำอะไรเล่า กิเลศหรือตัวอารมณ์มันก็จะค่อยๆเกิดความเบื่อหน่ายที่มีใครมาตามรู้ เท่าทันมัน เมื่อมันเบื่อมากๆเข้ามันก็ตายไปเอง ก็จะเหลือมหาสติเท่านั้นที่คลุมร่างนี้เมื่อถึงเวลาก็ต้องปล่อยคืนมหาสตินี้คืนสู่ความเป็นธรรมชาติ เป็นนิพพานัง
ตามรู้
1.ตามรู้อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ซึ่งก็คือกิเลศนั่นเอง
2.ตามรู้หน้าที่การงานที่ต้องทำ ในปัจจุบัน และในอนาคต
3.ตามรู้ ความเป็นจริงของธรรมชาติ ก็คือตามรู้ความเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆในตัวและรอบตัวว่าเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีการตั้งอยู่และดับไปในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ปลงสู่ความไม่ยึดไม่ถือเอาเป็นเจ้าของ

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรรมบันทึกและรู้ทุกอย่างที่คุณทำ

กรรมบันทึกและรู้ทุกอย่างที่คุณทำอย่าคิดว่าใครไม่รู้ กรรมเป็นเสมือนเครื่องบันทึกขนาดใหญ่ ส่งไปเก็บไว้รอวันที่จะเปิดเผยในสักวันหนึ่ง เมื่อเปิดเผยจึงจะส่งเป็นผลกรรม ตอบสนอง ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว จงทำดีในที่ลับและที่แจ้งเสมอกั

                               แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

คนเห็นวิญญาณ น้องชาย และตัวผม มันมีจริงๆนะ โลกวิญญาณมันทับซ้อนกับโลกของเราอยู่

เรื่องคนเห็นวิญญาณ
เรื่องนี้เกิดขึ้น กับน้องชาย และตัวผม ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องมันมีอยู่ว่า ในคืนๆหนึ่งน้องชายผมได้ไปคุยกับคนบ้า ชื่อโยกเยกอยู่หน้าร้านอาหารที่ทำอยู่ ชื่อร้าน ดอกเหมยคาเฟ่ อยู่แถวบางนาเลี้ยวเข้าสุขุมวิท ซอยอุดมสุข51 แล้วคนบ้าถามว่าอยากเห็นผีไหม น้องชายผมก็ได้ตอบว่าอยากเห็น คนบ้าคนนั้นได้เสกคาถาอะไรบางอย่าง แล้วเป่าหัวจนน้ำลายกระจายเต็มหัว แล้วบอกว่า มีทั้งหมด 21ประตูผี น่ะคืนนั้นหลังจากร้านอาหารเลิกแล้ว น้องชายผมก็เข้านอน ซึ่งอยู่หลังร้าน นอนๆ ก็ได้ยินเสียงคนตำครกหิน โป๊กๆ ครืดๆ ทั้งคืน หลังจากวันนั้น น้องชายผมก็ค่อยๆเห็นเงาเลือนๆและก็ชัดเจนขึ้นที่แรกเห็นแต่ไม่ได้ยินเสียง พอนานๆไปก็ได้ยินเสียงอย่างชัดเจนในที่สุดชัดเหมือนจริงทั้งภาพทั้งเสียงเหมือนมนุษย์ ซึ่งเป็นวิญญาณอยู่เต็มไปหมด ในห้องนอน ตามฝาผนัง มานอนหยอกล้อ ที่แรกน้องชายผมกลัวมาก ก็ทำเป็นไม่เห็น มันก็คิดว่าไม่เห็น แต่พอมันรู้ว่าเห็น มันแปลกใจมาก น้องชายผมบอกว่าผีนั้นมีคนคุม คนดูแล เป็นระดับชั้น บางครั้งก็หายไปในดิน และโผล่ขึ้นมาจากดิน ตัวดำทั้งตัว มีฤทธิ์ สามารถแปลงตัวได้ ขยายได้หดได้ เป็นคนคุม21 ประตูผี ส่วนผีเร่ร่อนก็เต็มไปหมด เห็นและพูดคุยกันได้ มันไม่อยากให้เห็น มันจะอยู่ยังไง ไอ้ตัวดำๆนั้น มันโกรธมาก ไปได้ทุกที่ แต่ผีเร่ร่อนไปไม่ได้ ผีมันมาทดสอบน้องชายผมว่าเห็นจริงหรือเปล่ามันเอาไม้กวาดเล็กเหมือนใบหญ้ามาปั่นหูปั่นจมูก แล้วมันก็ดูว่าเรารู้สึกยังไง ถ้าเราไปคัน มันจะรู้ว่าเราเห็นมันแล้ว มันก็จะตามตลอดเวลา คอยอยู่ข้างๆ เรากินอะไรมันก้กินกับเราด้วย สมมุติว่าเราโยนบุหรี่ลงพื่นให้มัน มันก้ไปหยิบขึ้นมาโดยที่บุหรี่ยังอยู่เหมือนเดิม แต่มันมี2ตัวดำๆชอบมาคู่กันตัวใหญ่ ที่ไม่เหมือนใคร มันไม่สนเราเลย แต่มันมองเราตลอด แล้วโกรธมากที่เราเห็น เพราะมันจะอยู่ยังไง มันกลัวเราเอาไปพูดบอกต่อไป  ผมแทบเป็นบ้า ทั้งกลัว เขาว่าผมบ้า เมายา เมาเหล้าไม่ได้ทำ เป็นความสัตย์จริง วันแรกที่เห็นเห็นไม่ชัด เหมือนมีเงาลางๆมาหยอกล้อด้านหน้าด้านข้างก็ไม่คิดอะไร วันที่2มาเริ่มจะเห็นชัดขึ้น ตกวันที่3 ชัดเจนและได้ยินเสียงจนกระทั่ง มันเอาไม้มาแย่จมูกและหูคอคันไปหมดเพื่อพิสูจน์อะไรซักอย่าง พอมันรู้ว่าเราเห็น มันก็มากันเยอะบอกต่อกันไปเรื่อยๆ ผมแทบไม่ได้หลับได้นอน คุยกับมันก็รู้เรื่องด้วย เห็นเฉพาะกลางคืน พอสว่างมันก็ไปอยู่ในดิน กับต้นไม้ พอตกกลางคืนก็เห็นอีก เป็นอยู่หลายวัน ผมจะเล่าเรื่องหนึ่ง ผมไม่รู้ตัว ผมอยู่อุดมสุข51 พอรู้ตัวอีกที่หนึ่ง ผมไปอยู่วัดสระเกษ บางพลี ทั้งที่ผมไม่มีเงินซักบาท ผมไปนั้่งอยู่ในโบสถ์ หลวงพ่อท่านอุ้มผมลงจากโบสถ์ วัดสระเกษ บางพลี หลังจากผมตื่นขึ้นมา ผมได้เห็น วิญญาณ ตัวดำดูแล้วมีฤทธิ์ ไม่เหมือนที่ผมเห็นทั่วไป2ตัว มีโซ่พันแขนอยู่ที่มือ มันเอามาพันคอคอ แต่ดึงไม่ติดคอซักที เป็น10ๆที มันอ่านใจเราออกหมดเลยว่าคิดอะไำร ช่วงนั้นผมก็เห็นหลวงพ่อองค์ใหญ่ สีขาว ใหญ่มากเหมือนตึกหลายๆชั้น มาตะโกนให้เข้าโบสถ์ ผมก็เข้าโบสถ์ ผมกลัวมากไม่กล้าลืมตา ตั้งแต่นั้นมาผมก็เห็นเรื่อยๆ ทุกวันนี้บางครั้งก็เห็น แต่น้อยลงกว่าเก่า ผี2ตัวนั้นบอกว่าอย่ายุ่ง อย่าพูดมาก เดี๋ยวจะโดน ผมก็ไม่กล้าพูด ทุกวันนี้ผมมาอยู่อีกจังหวัดระยอง แล้ว ก็เบาลง ผมได้ไปไหว้พระ ที่วัดโขด ผมได้เห็นพระสีขาว เหมือนที่ท่านเรียกเข้าโบสถ์ผมพึ่งรู้ว่าก่อนหน้านั้นพี่ชาย ผมได้ทำบุญซื้อหลังคาสร้างวิหารหลวงพ่อขาว แล้วเขียนชื่อผมลงกระเบื้องไปเกือบทุกวันหลาย10แผ่นคิดว่าหลวงพ่อองค์นี้ คือหลวงพ่อขาว วัดโขดทิม ระยอง ท่านไปช่วยผม ไม่งั้นผมคงตายแล้ว ผมคิดว่าเป็นอนิสงฆ์ ถวายหลังคาวิหาร ซึ่งผมแปลกใจมากครับจริงๆมันมีเยอะกว่านี้ ที่เห็นผี แต่ผมเขียนไม่ไหวแล้วครับ
นี่เป็นรูปที่น้องชายผมเขียนว่า รูปร่างมันเป็นแบบนี้ครับมันมี2ตัว ตัวดำไม่ใส่รองเท้า
(มันไม่อยากให้ใครเห็นมัน)

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขณะจิตคือเวลาที่เดินไปข้างหน้าไม่มีวันพักแม้เราตายก็ยังเดินต่อไม่มีสิ้นสุด

คำว่าขณะจิต ก็คือเวลาที่เดินไปข้างหน้าโดยไม่มีวันหยุดพัก เมื่อมีร่างกายเกิดขึ้นจึง มีสติคอยควบคุมดูแลไปตลอดจิตที่มีมหาสติคอยดูแลในเบื้องต้นจะไม่ัชอบจะรู้สึกอึดอัดและขัดเคือง เนื้อตัวจะหนักๆเมื่อฝึกจนเป็นมหาสติเป็นเนื้อเดียวกับจิตแล้วจิตนั้นจะกลับมาดูแลสติสติก็ดูแลจิตเป็นอัตโนมัติเองเมื่อสติกับจิตเป็นเนื้อเดียวกันจิตจะเกิดเป็นมหาสมาธิ มีพลังมีสติปัญญาจนท่านจะรู้สึกตกใจและทึ้งซึ่งในสิ่งนี้รู้ได้ด้วยตนเองกินนั่งนอนเดินจะเป็นมหาสมาธิ นิ่ง สุขุม เยือกเย็น เกิดปัญญาอันเฉียบแหลมขึ้นมาเองอยู่อริยาบทใดสถานที่ใดๆใจเป็นสุข อยู่เป็นสุข ชีวิตเป็นสุข มองเห็นเส้นทางที่จะไปข้างหน้า มองเห็นเส้นทางหลุดพ้นชัดเจนขึ้นจะเห็นชีวิตนั้นเป็นของๆเราแต่ในที่สุดแล้วชีวิตมันก็ไม่ใช่ของๆเรา เราเป็นคนใช้ขีวิตในขณะที่มีร่างกายใช้อย่างมีสติทุกลมหายใจเข้าออกทุกๆขณะจิตที่กำลังเดินไปข้างหน้าแบบไม่มีหยุดหย่อนโดยมีกิเลศตัณหาคอยเป็นผู้กำกับการแสดงคอยบ่งการเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสธรรมารมณ์ส่งทับถมเข้าไปในดวงจิตจึงต้องมีสติคอยยับยั้งชั่งใจคอยดูแล จิตนั้นไม่มีรูปร่างมีแต่เวลาคอยกำกับ เวลาก็คือจิตจิตก็คือเวลานั้นคือสิ่งเดียวกันคิดอย่างนี้ก็ไม่ผิด จิตนั้นแม้ร่างกายนี้แตกสลายไปจิตก็ยังมีเวลาเดินต่อไปไม่หยุดหย่อนไม่เหนื่อยไม่พักแม้วินาทีเดียว ทางที่จะให้จิตนั้นพักผ่อนต้องหยุดเวลาจิตนั้นให้ได้อะไรจะหยุดเวลาได้ ก็มีแต่สติปัญญาเท่านั้น สตินั้นเป็นตัวรู้ตัวเห็นจิตเห็นใจเป็นปัญญาแต่เมื่อเห็นแล้วก็ส่งคืนไม่ยึดเอามาเป็นเจ้าของเมื่อไม่ใช่เจ้าของก็ไม่ทุกข์ เมื่อถึงเวลาสุดท้ายก็ครองสติขณะจิตจะจากไปเพื่อเดินต่อไปในโลกแห่งวิญญาณตามวิบากกรรมนั้น ก็ดับจิตคือปล่อยวางสัมภาระทั้งหมดคืนสู่โลกแม้สติปัญญาก็ต้องส่งคืนใช้เฉพาะแค่ตอนดับจิต เมื่อดับจิตได้แล้ว จิตจะหยุดเดินเหลือแต่มหาปัญญาก็ปล่อยวางในช่วงลมหายใจสุดท้าย ทุกอย่างจึงจะจบสิ้น ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตาที่สามประตูแห่งจิตใต้สำนึก(กลไกแห่งชีวิต)

ดวงจิตในมนุษย์ของคนเราผู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลศตัณหานั้นมีกันอยู่หลายดวงรวมกันเป็นดวงเดียวกันอยู่เหมือนสีหลากหลายสีที่ผสมกันยากที่จะแยกออกมาเป็นอย่างๆได้โดยเกิดจากแรงสัมผัสจากภายนอกและภายในเรียกว่าแรงแห่งอารยตนะ เมื่อมารวมกันแล้วเราเรียกว่า"จิตใจ"ก็ได้เรียกว่า"ใจ"ก็ได้เรียกว่าเป็น "มาร"ก็ยังได้ เพราะว่าใจนั้นเกิดจากกิเลศหลายๆอย่างมารวมกันกดทับผสมปนเปภายในดวงจิต แต่หากเมื่อใด เราเอาสีเหล่านั้นออกจากดวงจิตจนหมด ไม่เหลือแม้แต่สีเดียว แม้สีขาวที่ว่าใสสะอาดก็ไม่เหลือ ไม่อาจเรียกว่ามีสีใดๆเลย นั้นก็ถือว่าเป็นดวงจิตดวงเดียวได้ ถามว่ายากไหม ตายแล้วตายอีกยังทำไม่ได้ เพราะว่าไม่เข้าใจ ในจิตอย่างลึกซึ้งถ่องแท้และถูกต้องจึงหลงตายหลงเกิด กันอยู่อย่างนี้ ไม่จบสิ้น
ตาที่สามประตูแห่งจิตใต้สำนึก(กลไกแห่งชีวิต)
ทุกวันนี้เราใช้ตาเนื้อ สัมผัสภาพต่างๆบันทึกลงไปในสมอง ส่วนหนึ่งก็ฝังลงไปในจิตใต้สำนึกโดยที่เราไม่รู้ตัว จะมากน้อยจำได้นานได้น้อยก็อยู่ที่แรงกระัตุ้นจากภาพที่เห็นนั้นๆมาตลอดเวลาส่งไปเป็นการกระทำและตอบสนองของจิตสำนึกและจิตไม่สำนึกเป็นปถุชนทั่วไปทุกคนเป็นเช่นนั้นจนเคยชิน หากเมื่อใดเราเปิดประตูแห่งจิตใต้สำนึกได้ เราจะเห็น ภาพอีกภาพนึง ที่คมชัด ภายในดวงจิตซึ่งการเห็นนี้มิได้เห็นจากตาเนื้อแต่เห็นจากตาในภาพเหล่าสะสมมาก่อนเราเกิดมาผสมปนเปกับปัจจุบันบางคนเห็นเป็นสภาพ ภูติผีปีศาจ เทวดา นรกสวรรค์ และสถานที่ต่างๆ ซ้อนทับกับปัจจุบัน บางครั้งไม่อาจแยกแยะตาเนื้อและตาในได้ถามว่าเขาเห็นจริงไหมเขาเห็นจริงๆเห็นจากจิตมโนสำนึกที่ฝังมาหากใครผู้นั้นมีการฝึกฝนมาจนได้เห็นก็สามารถควบคุมและอยู่กับมันได้ หากอยู่ๆตาที่สามนั้นเปิดขึ้นมาเองโดยไม่ได้ฝึกฝนจะเกิดจากปัจจัยใดๆไม่อาจทราบได้ คนผู้นั้นก็จะเหมือน คนบ้าในสายตาเรา เพราะเขาไม่รู้อันไหนเท็จอันไหนจริง ตาที่สามคือประตูเปิดเข้าไปใน จิตใต้สำนึก เมื่อเข้าไปแล้ว เหมือนเราย้อนเวลา ไปดูสิ่งที่ผ่านมา ทั้งในอดีต ในชาติที่แล้ว เวรกรรมต่างๆที่ได้กระทำ บางครั้งเห็นกรรม ของคนอื่นๆด้วย จะเรียกว่าเข้าไปในโลกแห่งวิญญาณ ก็ได้ เพราะจิตใต้สำนึกสามารถสื่อกับวิญญาณต่างๆได้ เป็นมิติที่5 คือมิติที่วิญญาณต่างๆอาศัยอยู่ ทับซ้อนกันกับโลก แค่ต่างมิติ สามารถมองเห็นด้วยจิต ไม่ใช่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ความชัดนั้นพอๆกัน บางครั้งคนๆนั้นคิดว่าตัวเองเห็นด้วยตาเนื้อ ซึ่งจริงๆไม่ใช่ เป็นตาที่สามของจิตเมื่อทับซ้อนกับการเห็นด้วยตาเนื้อเป็นหนังสองเรื่อง แยกแยะไม่ออกอันไหนปัจจุบันและมิติที่5 จะเหมือนคนบ้า พูดเพ้อเจ้อเห็นโน่นเห็นนี่ซึ่งก็เห็นจริงๆนั่นแหละไม่ได้โกหกเราต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยว่าเขาเห็นจริงๆ ซึ่งตรงนี้เกิดขึ้นกับหลายๆคนจนต้องเข้าไปรักษากับแพทย์ มากมาย แพทย์ก็ให้ยาระงับประสาทและให้่พักผ่อนมากๆซึ่งก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง เดี๋ยวเขาก็กับมาเห็นอีกเหมือนเดิม หากประตูจิตใต้สำนึกนั้นเปิดออกสำหรับผู้ที่ฝึกฝนมาจนสำเร็จถึงขั้นแล้วนั้นสามารถเปิดและปิดควบคุมดูแล อันไหนเห็นด้วยจิตเห็นด้วยตาเนื้อ ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ ไม่หลงไปกับจิตใต้สำนึกกับภาพที่ปรากฏให้เห็นไม่คล้อยตามไม่เล่นตาม ไม่หวาดกลัว ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในการสื่อสารกับวิญญาณเพื่อแก้ไขเวรกรรมต่างๆให้เบาบางลงเพราะภาพในจิตนั้นทำอะไรเราไม่ได้นอกจากเราจะทำของเราเองคิดไปเอง หากผู้ไม่ได้ฝึกฝนมา จิตใต้สำนึกกลับเปิดมาเอง ก็จะควบคุมไม่ได้แถมยังไปเป็นตัวละครเล่นกับวิญญาณกับภาพต่างๆในจิตใต้สำนึกซึ่งฝังภาพกรรมต่างๆมาหลายภพหลายชาติมองเห็นชัดด้วยจิตมาบวกกับภาพปัจจุบันที่เห็นด้วยตาเนื้อจนกลายเป็นหนังสองเรื่องมารวมกันแยกแยะไม่ออก จนเหมือนคนเพ้อเจ้อเหมือนคนบ้า บางครั้งเกิดความกลัวเมื่อไปเห็นสิ่งที่น่ากลัวคิดว่าเป็นจริงระงับไม่อยู่ต่อสู้ไม่เป็นจนกลายเป็นคนบ้าประสาทหลอนไปเลยก็มี ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่าใช้ให้เป็นโทษแก่ตัวเอง การจะเห็นวิญญาณ ผีสาง เทวดา ด้วยตาเนื้อนั้น ตามความเป็นจริงแล้วเราจะเห็นเองไม่ได้ นอกจากสิ่งนั้นต้องการให้เราเห็นให้่เรารู้ เราจึงจะเห็นและรู้ได้ แต่หากเราฝึกฝนจนเปิด ประตูแห่งจิตใต้สำนึกได้แล้ว จิตนั้นจะเกิดตาที่สาม จะเห็นวิญญาณ ผีสาง เทวดาด้วยจิต ซึ่งชัดเจนพอๆกันกับตาเนื้อ บางครั้งการเห็นจะทับซ้อนกับตาเนื้อเหมือนหนัง2เรื่องมารวมกันเราก็ต้องแยกให้ออก อันไหนจิตใต้สำนึกอันไหนปัจจุบัน หากเรา่ควบคุมอยู่กับมันได้ จะเป็นประโยชน์มากๆ จิตจะเข็มแข็งมีพลังไม่คล้อยตามกับภาพที่เห็น และสามารถเข้าและออกจากจิตใต้สำนึกได้เมื่อเราต้องการแต่จิตที่เหนือไปกว่านั้นก็คือจิตไร้สำนึก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิต เราไม่ใช่เจ้าของควบคุมไม่ได้แต่สามารถฝึกฝนได้ จากจิตสำนึก ลงไปจิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึกเขาก็จะทำหน้าที่ของเขาเองเหมือนเราเลี้ยงเด็กซักคน เราต้องการให้เขาเป็นคนดี เราก็สอนทำความดีต่างๆให้เขาเห็นเขาทำตามพาเข้าวัดฟังธรรม ปล่อยนกปล่อยปลา พาไปออกกำลังกาย พาไปที่ยวให้ความสุขแก่เขา ดูแลเขาในขั้นต้น ขั้นกลาง และช่วยอบรมเขา จนกระทั่งเมื่อเขาโตขึ้นปัจจัยต่างๆนี้ก็จะส่งผลให้เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและเป็นคนดี ก็เหมือนจิตไร้สำนึก นี่แหละ ดูแลเขาไป ในที่สุดเขาก็เป็น จิตไร้สำนึกที่ดีเฟอร์เฟ็กไปเอง เราไปบังคับเขาให้เป็นจิตไร้สำนึกที่ดีไม่ได้ แต่สอนได้ ดีไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเขา ในเมื่อเราสอนดีแล้วเขาก็เป็นคนดีของเขาเอง และไปนิพพานเอง นี่แหละคือสิ้นสุด การเวียนว่ายตายเกิด จบกัน สาธุ

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผู้เป็นพุทธะ

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม
พุทธะ แปลว่า ผู้บำเพ็ญจนรู้แจ้ง
ผู้เป็นพุทธะนั้น เป็นผู้บำเพ็ญจนรู้แจ้ง คนอื่นไม่รู้แต่เรารู้ เป็นผู้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แล้วยังช่วยสั่งสอนและฉุดนำ ให้กับคนอื่น ให้ได้รู้แจ้งเหมือนกับตน จึงเรียกได้ว่า ท่านนั้นเป็นพุทธะที่แท้จริงพุทธะนั้นตั้งอยู่ที่จิตที่ใจตน มิใช่ไปหาพุทธะจากภายนอก ต้องหาพุทธะจากภายในเท่านั้น จึงจะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล ใครจะรู้ว่าเป็นพุทธะ ก็เรานั่นเองที่รู้ รู้แล้วก็ส่งคืนความรู้นั่นไปไม่ยึดติด ไม่ถือว่าตนเองนั้นเป็นผู้รู้ เป็นผู้แจ้ง เพราะว่ามันเป็น มันเกินนั้นไปแล้ว จึงไม่เป็น ไม่รู้ เพราะมันรู้เกินแล้วไง รู้ก็สักแต่ว่ารู้เท่านั้นเอง ส่งคืนทั้งหมด ไม่เอา ไม่ยึดไม่ถือ จึงเรียกว่าเป็นพุทธะ อย่างแท้จริง