วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

กิเลสตัณหาเปรียบเสมือนคนหิวกระหายน้ำ

กิเลสตัณหาเปรียบเสมือนคนหิวกระหายน้ำ แต่กิเลสตัณหานั้นคือน้ำ เธอจะกินหรือไม่กินน้ำนั้นหากกินไป ก็มีสุข แต่ทุกข์มาทีหลัง หากไม่กิน เธอจะต้องหิวกระหายต่อไปอีกลองคิดดู จะทำยังไง

ใจ เป็นตัวก่อภพ ก่อชาติ

ใจ เป็นตัวก่อภพ ก่อชาติ สร้าง อกุศลกรรมต่างๆพอร่างกายตายลงไป ใจมันก็ตายไปด้วย แต่สิ่งที่ใจทิ้งขยะไว้ คือวิบากกรรมที่ติดตามดวงจิตไป เสวยความทุกขเวทนา ใจนั้นไม่ได้ไปเสวยด้วยกับจิตเมื่อจิต ผู้ไม่ได้ก่อ ต้องมารับใช้วิบากกรรมแทนใจ เสร็จสิ้นแล้วในส่วนหนึ่ง วิบากนั้นก็ยังคงอยู่ ก็พาดวงจิตหอบหิ้ว ไปเกิดอีก เป็นอะไรก็แล้วแต่ที่มีเนื้อหนังเอ็นกระดูก วิบากนั้นมันสร้างจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน มันกลับมาเกิดใหม่เป็นใจอีกแล้วมันมาสร้าง วิบากกรรม ให้เราอีกแล้ว สัญชาตญาณแห่งจิต มันเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา ก็หาวิธีหลุดพ้น ดังที่เราท่านๆหากันให้ควักนั่นเอง

นิพพิทาญาณ คือ ญาณเบื่อโลก

นิพพิทาญาณ คือ ญาณเบื่อโลก คือ ปัญญาที่หยั่งรู้เท่าถึงความไม่จีรัง ความมายา ความทุกข์ ความหลงมัวเมาที่เต็มอยู่ในโลก ความรู้สึกที่เบื่อหน่ายเรื่องทางโลกีย์อย่างยิ่ง เบื่อหน่ายเรื่องราวทางโลกอย่างยิ่ง จนละทิ้งบ้านเรือนออกแสวงหาสัจธรรม นี่คือ อาการของนิพพิทาญาณ ซึ่งจะเกิดเมื่อ จิตผู้หนึ่งมีความสงบสุขสงัดทางธรรมมากๆ แล้วหันกลับไปมองทางโลกก็รู้สึกแตกต่างจากความสุขทางธรรมได้แจ้งชัด ชัดเจน จึงหันหลังให้ทางโลก หรือเกิดจากความเบื่อสุดระอา เพราะความทุกข์อย่างยิ่งทางโลก แล้วได้พบธรรมเข้าพอดี เกิดความสงบสุขได้ จิตละจากทางโลกได้ฉับพลันเข้าหาทางธรรมทันทีก่อนที่จะไม่เหลือจิตสมประดี เช่น กรณีหญิงบ้าที่แก้ผ้าเข้าวัดไปหาพระพุทธองค์ สติของนางยังพอมีเหลืออยู่บ้างยังไม่ถึงขนาดขาดหมดไม่สมประดี เมื่อได้พบธรรม ได้พบพระพุทธเจ้า ก็เหมือนมีพระมาโปรดให้ใจชุ่มเย็น ดับความเร่าร้อน แล้วได้สติ เห็นทางธรรมเป็นทางรอด จนได้บรรลุธรรมในที่สุด นี่ก็ต้องมีนิพพิทาญาณเกิดขึ้นก่อน ขอบคุณที่มาสาระดีๆ
สำหรับท่านที่ฝึกสมาธิแล้วไม่ได้ฌาน ย่อมยังผลให้ไม่ได้ญาณด้วย นั่นหมายถึง ไม่เกิดนิพพิทาญาณขึ้นเลย ไม่มีความเบื่อหน่ายเรื่องโลกีย์ถึงขั้นละทิ้งบ้านเรือนเลย บุคคลนั้นแม้ได้เปรียญเก้าประโยค มีความรู้ทางธรรมท่วมหัว ก็ไม่อาจเอาตัวพ้นเสียจากความทุกข์ไปได้ ไม่อาจเอาตัวพ้นเสียจากนรกไปได้ (เพราะไม่บรรลุโสดาบัน ยังต้องเวียนว่ายในสามภพ นั่นหมายถึง นรกด้วย) ดังนั้น บุคคลผู้ฝึกสมาธิ หากไม่ได้ฌาน ก็ไม่ได้ญาณ เมื่อไม่ได้ญาณ นิพพิทาญาณไม่เกิด แล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร เช่นนี้ นรกย่อมมีอยู่เบื้องหน้าเขาผู้นั้นเป็นแน่แท้ ไม่แปรอื่น ไม่ชาติภพใดก็ชาติภพหนึ่ง ไม่อาจพ้นไปได้ ขอบคุณที่มาสาระดีๆครับ

นิพพาน

นิพพาน ไม่มีที่มาที่ไปไม่มีรูปไม่มีนาม ไม่มีสถานะรูปร่าง หรือเรียกว่าเป็นลักษณะใดๆทั้งสิ้น ไม่มีลักษณะกำหนด ทั้งเรื่องของเวลา แสงสี เสียง และการโคจร เสมือนจุดนั้นเป็นจุดอิ่มตัวที่เป็นอมตะ ก่อนไปกำหนดและหวังล่วงหน้าจะไปไม่ถึงเมื่อถึงแล้วจะเรียกอะไรก็สุดแล้วแต่เรา จะเรียก เรียกว่าถึงร้านซาลาเปา ก็ได้ครับ

ธรรมโอวาท หลวงปู่ดุลย์

ธรรมโอวาท
สำหรับหลวงปู่ดุลย์ นั้น ท่านเล่าว่าได้ตริตรองพิจารณาตามหัวข้อกัมมัฏฐานว่า "สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สญฺญา อนตฺตา" ที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้มา ในเวลาต่อมาก็เกิดความสว่างไสวในใจชัดว่า เมื่อสังขารขันธ์ดับได้แล้ว ความเป็นตัวตนจักมีไม่ได้ เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นความปรุงแต่งขาดไป ความทุกข์จะเกิดขึ้นอย่างไร และจับใจความอริยสัจจแห่งจิตได้ว่า
1. จิตที่ส่งออกนอก เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น เป็นสมุทัย
2. ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว เป็นทุกข์
3. จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
4. ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ
แล้วท่านเล่าว่า เมื่อทำความเข้าใจในอริยสัจทั้ง 4 ได้ดังนี้แล้ว ก็ได้พิจารณาทำความเข้าใจใน ปฏิจฺจสมุปบาท ได้ตลอดทั้งสาย
คติธรรม ที่ท่านสอนอยู่เสมอ คือ
"อย่าส่งจิตออกนอก"
"จงหยุดคิดให้ได้"
"คิดเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดให้ได้จึงรู้ แต่ก็ต้องอาศัยความคิด นั่นแหละจึงรู้"
"คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติถึงสิ่งที่ไม่มีและอยู่กับสิ่งที่ไม่มี"

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ เป็นเครื่องสงบกิเลส เป็นไปเพื่อปรินิพพาน เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า:- แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ แม้ความโศกความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์ มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ:-ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือวิญญาณ เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้เอง จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลายเช่นนี้เป็นส่วนมาก อนึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลายส่วนมาก มีส่วนในการจำแนกอย่างนี้ว่า:-
"รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนดังนี้"
พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว โดยความเกิด โดยความแก่ และความตาย โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้? เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้นเป็นสรณะ ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆของเราทั้งหลาย จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นเทอญ ....

หนทางที่จะเข้าสู่ศาสนาพุทธ ง่ายที่สุด คือ ต้องถือศีลห้า

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม
หนทางที่จะเข้าสู่ศาสนาพุทธ ง่ายที่สุด คือ ต้องถือศีลห้า ศีลห้ามีทั้งแบบหยาบและละเอียด เช่นศีลข้อ1แบบละเอียดลงลึก ห้ามฆ่าสัตว์แล้ว เหนือชั้นไปอีกคือไม่กินสัตว์ เหนือชั้นไปอีก ไม่ซื้อไม่ขายสัตว์ เหนือชั้นไปอีกให้ทานสัตว์เรื่องอาหารการกิน เหนือชั้นไปอีกคือรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย เหนือชั้นไปอีกไม่รังเกียจสัตว์ตัวใดเลยไม่ว่ามันจะน่ารังเกียจขยะแขยงสักแค่ไหน เหนือชั้นไปอีกให้ความเมตตากรุณาและเอ็นดู เหนือชั้นไปอีกให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของมันเท่ากับมนุษย์ทุกผู้ทุกคน ศีลข้ออื่นๆ ก็ต้องลงลึกไปเรื่อยๆแบบนี้ทุกข้อ นี่แหละศีลแบบละเอียดจริงๆ ไม่ใช่แค่อย่างหนึ่งอย่างใด
ที่ทำได้ เห็นจะมี พระโพธิสัตว์ครับ เพราะนอกจากจะสำเร็จมรรคผลแล้วยังกลับมาฉุดช่วยสรรพสัตว์ จนไม่เหลือแม้สักตัวเดียวบนโลกนี้
ที่ทำได้ เห็นจะมี พระโพธิสัตว์ครับ เพราะนอกจากจะสำเร็จมรรคผลแล้วยังกลับมาฉุดช่วยสรรพสัตว์ จนไม่เหลือแม้สักตัวเดียวบนโลกนี้ 

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรื่องอานาปานสติ

เรื่องอานาปานสติ พระพุทธเจ้าท่านก่อนตรัสรู้ท่านสำเร็จญานฌาณสมาบัติชั้นสูงมาหมดแล้วสามารถแสดงปาฏิหารย์ได้แต่ก็ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นเมื่อท่านหลุดพ้นอาสวะกิเลศแล้วเป็นอรหันต์แล้วท่านก็อยู่ในอานาปานสติมันคือสุขของพระอรหันต์อย่างหนึ่งแต่ก็มิได้ยึดถือเป็นเจ้าของการดูลมหายใจเข้าออกเป็นเอกะสมาธิคือคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีนิวรณ์เรียกว่าไม่มีความคิดใดๆเจ้ามาแทรกหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมงสามชั่วโมงเรียกว่าเป็นเอกะสมาธิประเสร็ฐแท้แต่ก็ยังไม่เป็นอุเบกขาสมาธิคือไม่ยึดติดแม้เอกะสมาธิซึ่งเป็นความสุขอย่างหนึ่งเราเก่งขนาดพระพุทธเจ้าแล้วหรือเป็นอรหันต์แล้วหรือที่จะดูลมสมาธิแบบอรหันต์เขาทำกันสมาธิซักตัวก็ไม่รู้จะเอาผลไม้ก็ต้องปีนแต่โคนต้นไม่ใช่กระโดดไปเก็บมันก็ตกมาตายเท่านั้นเองการดูลมของพระพุทธเจ้าเป็นการดูลมแบบพระอรหันต์ที่สำเร็จกสิณดินน้ำลมไฟสมาธิฌานสมาบัติทุกอย่างตัวของเราสำเร็จแล้วหรือที่จะมาดูลมแล้วไปนิพพานทำให้ตัวเองสำเร็จก่อนแล้วค่อยดูลมเราดูลมแบบของเรากับแบบพระพุทธเจ้าต่างกันตรงที่ท่านสำเร็จทุกอย่างเป็นพระอรหันต์แล้วดูลมแล้วเราเป็นอะไรสำเร็จแล้วหรือพระพุทธเจ้าท่านมีสมาธิเป็นเอกเข็มแข็งมากเป็นพระอรหันต์ท่านใช้และอยู่กับอานาปานสติเป็นเอกะสมาธิใช้ปัญญาพิจารณาสังขารวิญญาณอยู่กับลมเป็นเอกะสมาธิไม่มีอะไรเข้ามาแทรกในที่สุดท่านก็ปล่อยวางเป็นอุเบกขาสมาธิไปมาอย่างนี้เป็นลักษณะความสุขของพระอรหันต์อย่างหนึ่งการดูลมเข้าออกเป็นเอกะสมาธิเรียกว่าการเป็นอยู่นั่งนอนเดินของพระอรหันต์ถามว่าเราเป็นพระอรหันต์แล้วหรือยังหมดกิเลศแล้วหรือยังที่จะทำได้อย่างนี้โดยที่จิตใจยังมีกิเลศตัณหาเต็มหัวใจดูลมไปก็เท่านั้นกิเลศก็ยังเต็มอยู่อย่างนั้นถ้าหมดกิเลศตัณหามีสมาธิเป็นเอกเข็มแข็งแล้วดูลมนี่ประเสริฐนัก
............................................................................................................
เรานั้นไม่ใช่พระอรหันต์ยังมีกิเลศเต็มหัวใจการใช้อานาปานสติก็ใช้แบบคนที่มีกิเลศใช้แบบอรหันต์ไม่ได้เราดูลมหายใจเพื่อเผากิเลศไอ้ที่จะเผากิเลศได้จริงคือปัญญาปัญญาเกิดจากสมาธิคือดูลมจนเป็นสมาธิเป็นเอกะสมาธิคือเป็นหนึ่งเดียวอยู่กับลมหายใจจนเกิดปัญญาเผาผลาญกิเลศยังไม่เป็นอุเบกขาสมาธิคือการปล่อยวางแม้เอกะสมาธิที่ทำอยู่ ลมหายใจเข้าออกเป็นรูปธรรมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคือลม ดินน้ำไฟเห็นยาก ลมเห็นง่ายกว่าสัมผัสได้ง่ายกว่าจึงยึดลมเป็นเอกะสมาธิสิ่งที่ได้จากการดูลมคือเกิดสมาธิสร้างปัญญาเผากิเลศอานาปานสติเปรียบเป็นกลอุบายเพื่อให้หยั่งถึงจิตใจทำให้นิ่งและเกิดพลังสมาธิเมื่อสมาธิเต็มปัญญาก็เดินแต่เมื่อใดเรานั้นเกิดสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วหมดสิ้นอาสวะกิเลศแล้วสิ้น อานาปานสติก็เป็นเพียงลักษณะความสุขที่พระอรหันต์ใช้เพื่ออยู่รอวันไปนิพพานเท่านั้น

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรม


แสงแห่งธรรมวังวนแห่งกรรมชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อให้รู้การบุญการกุศล ยังอกุศลให้ดับมอดมลายหายไปแล้วไปพบกันที่ฝั่งนิพพาน เมื่อใกล้จะตาย ก็ดับวิญญาณเข้านิพพาน ไปในที่สุด
แต่คนเราหรือมนุษย์เรานั้นยัง นั่งกินนอนเดิน หลงระเริงในรสกามในรสกิเลศ ไม่รู้สิ้นสุด
บางคนไม่เคยถามตนเองเลยว่าเกิดมาเพื่ออะไร คิดว่าชีวิตนี้ยืนยาว ลงทุนกอบโกย
ไม่ว่าทางดีหรือทางชั่ว หลงมัวเมา เหมือนปลาที่ติดเบ็ด ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ ยิ่งกดฝังแน่น ในที่สุด
ก็เป็นเหยื่อพรานนั้น แล้วตา่ยไป ถามว่าได้อะไรหรือ ก็ได้ความทุกข์ส่งลงไปในปรโลก
แล้วต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้สิ้น ทำไมเรา ไม่ตั้งสติฉุกคิด ก่อนจะกินเบ็ดพรานนั้น
จงอย่ามองแค่นี้เหยื่อนี้ต้องเอาต้องได้ จงว่ายไปตามสายเบ็ดนั้น แล้วขึ้นไปมองหน้านายพราน
บนผิวน้ำ ก็จะเห็นโทษ ของการอยากได้อยากดี อยากเด่น คือกิเลศผลที่ได้นั้นมันรออยู่ มันแค่สุขครั้งเดียว แต่ต้องทนทุกข์ ไปจนวันตาย เราต้องการเช่นนั้นหรือ มนุษย์เอ๋ย เค้าส่งมาให้ปลดทุกข์แต่ดันมาสร้างทุกข์ สร้างเวรสร้างกรรม ความสุขแป๊บเดียว แต่ทุกข์จนวันตายแม้ตายก็ยังทุกข์จงกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ชีวิตนี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาส มากมายมหาศาลกว่าสัตว์ทั้งหลายแต่กลับใจไม่ได้น่าเสียดายโอกาสงามๆจะมีให้เราสักกี่ครั้งกี่หนกัน ยากดีมีจน รูปร่างร่างกายไม่ใช่สิ่งนำมาวัด ความดีเลว จิตใจต่างหาก ที่นำมาวัด มาชั่งใจ คนที่จะตอบเราได้ว่าดีหรือเลวก็คือดัวของเราเอง ไม่ใช่ใครจะมาบอกว่า คนนั้นดี คนนั้นเลว คนที่รู้ดีที่สุด คือตัวเราไม่ใช่ใครที่ไหนจงทำงานหากิน ด้วยความสุจริต มีสติตั้งใจทำงาน รู้จักกิน รู้จักใช้ และรู้จักการแบ่งปัน เมื่อมีโอกาสมองความสุขที่ไขว่คว้ามา แล้วจงนึกถึงความทุกข์ที่จะตามมาภายหลัง ซึ่งมีแน่นอน ความทุกข์เราไม่ต้องหาเดี๋ยวมันก็มาของมันเอง ใช้ชีวิต ด้วยความไม่ประมาท ก็คือมีสติตื่นรู้ตัวตลอดเวลาทั้งในบ้านและนอกบ้าน ความไม่ประมาทก็บังเกิดเอง เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดกับเราอย่าได้บูมบ่าม มองคิดสรุปก่อน แล้วค่อยทำด้วยสติปัญญาเท่าที่เราจะมี ใช้ชีวิตในความเป็นมนุษย์ในเป็น เค้าให้มาใช้สติปัญญา อย่านำความโง่ออกมาใช้ ความโง่คืออะไร ก็คือ รักโลภ โกรธ หลงเวลารัก ก็รักมาก เวลาโลภ ก็โลภมาก เวลาโกรธ ก็โกรธมาก เวลาหลง ก็หลงมาก เค้าเรียกว่าโง่มากรักโลภโกรธหลง ทุกคนมี แต่ใช้ไม่เป็นกัน ใช้แล้วไม่คิด ไม่ตรึกตรอง ไม่กลั่นกรอง ปัญหาจึงเกิดหากใช้เป็น ปัญหานั้น ก็ลดน้อย จิตใจ ก็ไม่ทุกข์ มากกว่า ที่เป็นอยู่ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราเกิดมาแล้วโดนขังอยู่ในโลกใบนี้แล้วเป็นห้องขังขนาดใหญ่ หนีไปไหนไม่ได้ นอกจากความตายเท่านั้นเองเกิดมาก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา ตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไป สิ่งสมบัติมากมาย ที่หาไว้ก็เป็นของโลกต้องทิ้งไว้ในห้องขังโลกนี้เหมือนเดิม เอาไปด้วยไม่ได้ กลายเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเองแล้วจะหาอะไรเป็นแก่นสารของชีวิตเรา ก็ความดี มีน้ำใจ ต่อเพื่อร่วมโลก ความยังกุศลให้ถึงและยังอกุศลให้มอดดับ มีเหตุผล มีความอดทน อดกลั้น ยอมเสียเปรียบเพื่อหยั่งรู้ความโกรธว่าไม่กำเริบ ยอมเสียเปรียบเพื่อดับโกรธ นั้นคือยอดคน ตามธรรมดามนุษย์นั้นไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร เมื่อเสียเปรียบก็บังเกิดความโกรธขึ้นมา แต่เราผู้มีสติมั่น เราจะยังความโกรธนั้นไม่ให้กำเริบ เสิบสาน หากทำได้ ถือได้ว่าท่านนั้นคือยอดคน หากไม่มีความโกรธเลย ก็เข้าขั้นพระอนาคามีหากวางร่างกายดั่งพื้นปฐพี ก็เป็นพระอรหันต์ เท่านั้นเอง หากจะเข้านิพพาน ตอนใกล้ตายมาวัดกันคือต้องปลดปล่อยวิญญาณ วางทุกอย่างนั้นคืนสู่โลก เมื่อไม่มีวิญญาณแล้ว จิตนั้น ก็อยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้มันก็ไม่ใช่ของเรา จะไปไหนก็ไม่เกี่ยวกับเรา ทุกอย่างว่างโล่ง  ดับ คงไว้แต่อริยะปัญญา ซึ่งก็ไม่ใช่ของเรา เป็นสัจธรรม เป็นธรรมะของโลก คือความจริงที่ปรากฏ แล้ว คงอยู่อย่างนั้น ไม่มีการไป ไม่มีการมา เพราะการไปนิพพานนั้น ต้องใช้ปัญญาขั้น อริยะปัญญา มาประกอบ ไม่มีอริยะปัญญาไปนิพพานไม่ได้ อริยะปัญญาก็เป็นอารมณ์ๆหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงแล้ว เมื่อพร้อมแล้ว ก็วางคืนไป แล้วก็ไปนิพพาน ทุกคนไปนิพพานได้ แต่ต้องใช้ปัญญาขั้นอริยะปัญญา คนบ้า สติไม่สมประกอบ ไม่มีทางจะไปนิพพานได้เลย คนที่จะไปนิพพานได้ จึงต้องฝึกสติปัญญา ฝึกสมาธิ ฝึกระงับ ดับกิเลศ ฝึกควบคุมและดูแลจิตเข้าออกได้ไม่ติดขัด สติปัญญารู้แจ้งแทงตลอด รู้จักปล่อย และกำหนดจิต รู้จักวาง เมื่อถึงเวลาต้องวาง ไม่ยึดไม่ถือไม่เอา นิพพานนั้นก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ทุกคนไปได้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ว่ากันชาตินี้ กันเลยนะ ทุกท่านทุกคน สาธุ